e-commerceคืออะไร ปัจจุบัน : E-Commerce เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคุยกันมาก เพราะเป็นช่องทางที่ลงทุนต่ำ แต่ผมตอบแทนสูง ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป โดยอาศัยสื่อที่เรียกว่า Internet เป็นช่องทางในการค้าขาย
การจด domain : ต้องพิจารณา เพราะมีทั้งฟรี และไม่ฟรี ซึ่งเดิม networksolutions.com รับผิดชอบการจด domain ทั้งหมด ต่อมา icann.com ผลักดันให้เปิดเสรี คือกระสายสิทธิ์ในการรับจด domain จึงทำให้ siamdomain.com และ domainatcost.com รับจด domain ราคาเพียง 600 บาทต่อปี และเว็บของ domainatcost.com ยังมีบทความดี ๆ เกี่ยวกับการจด dotcom ไว้มาก
ฝากเว็บไว้กับ host ไหนดี : ถ้าเป็นเว็บด้าน E-Commerce ซึ่งให้บริการครบวงจรก็มีหลายที่เช่น ecombot.com และ siam-e-commerce.com เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นมืออาชีพชั้นเซียน เรื่องให้บริการเปิดร้านทาง internet
ประชาสัมพันธ์ : อาจารย์ถนอมพึ่งได้รับ เอกสารจาก thailifestyle.com ซึ่งมี internet จาก ksc 10 ชั่วโมง บัตรสมาชิกอย่างดี และบัตรส่วนลดอีกหลาย 10 บัตร เพราะท่านเพียงแต่เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกเท่านั้น ก็ได้สิ่งเหล่านี้ส่งมาถึงที่บ้าน นอกจากนี้ อาจารย์บุรินทร์ไปเดินที่ ซีคอน เห็นบูธของ nationejobs.com มาประชาสัมพันธ์ เว็บที่ห้างสรรพสินค้า โดยมีรางวัลที่จะจับฉลากในหมู่สมาชิกเป็น รถเก๋งคันละ 800,000 บาททีเดียว นี่คือตัวอย่างการลงทุน ของเว็บ ecommerce ในรูปแบบต่าง ๆ แต่ถ้าถามว่าจุดคืนทุนอยู่ที่ไหน ผมเองก็ยังนึกไม่ค่อยออกเหมือนกันครับ แต่ทาง webmaster ของแต่ละเว็บ คงต้องวางแผนไว้แล้ว .. อย่างรัดกุม
ลงทุน : ถ้าบอกว่าฟรีหมดก็เป็นไปได้ แต่ถ้าท่านจะทำธุรกิจบน internet แต่ไม่ยอมเสียเงิน เหมือนจังเสือมือเปล่า ท่านอาจจะไม่ได้ผลดังคาดก็ได้ เพราะมีปัจจัยมากมายที่จะกำหนดความสำเร็จให้กับธุรกิจ E-Commerce ของท่าน แต่ถ้าท่านลงทุนบ้าง ตั้งแต่หลัก 1,000 ไปถึง หลัก 1,000,000 สิ่งที่ท่านได้รับอาจเกินที่จะคาดหมายก็ได้ การลงทุนสิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบด้วย
(ถ้าคิดจะจับเสือมือเปล่า สิ่งที่ท่านอาจต้องเสียคือเวลา .. โปรดระวัง)
เวลา
ค่าจด Domain
ค่าเช่า Host
ค่าจ้างนักพัฒนาเว็บ
ค่าจ้างพนักงานบัญชี เพราะท่านต้องเสียภาษี เพื่อความถูกต้อง
ค่าจ้างพนักงานส่งสินค้า หรือดูแล stock
ค่าเช่าพื้นที่ทำการ ให้พนักงานนั่ง
ค่าขนส่งสินค้า
ต้นทุนสินค้า
จิปาถะ เช่น จดทะเบียนเป็นบริษัท, จัดทำใบเสร็จ เป็นต้น
สรุป e-commecrเป็นช่องทางการค้าที่ใช้ต้นทุนตำแต่ผลตอบกลับมาสูงมากและอาศัยสื่ออิ นเตอร์เน้ตเป็นช่องทางค้าขาย ที่มีทั้งฟรีและไม่ฟรี
อ้างอิง www.thaiall.com/article/worldit01.
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เตือนภัยไวรัส
มาอีกแล้วกับหนอนอินเทอร์เน็ตที่ถูกพัฒนาต่อจาก W32/Klez.e@MM ในชื่อ W32/Klez.g@MM ซึ่งยังคงอาศัยช่องโหว่เดิมคือการที่ IE เรียกใช้งานไฟล์ซึ่งแนบมากับอีเมล์ ที่มีรูปแบบของหัวข้อ และเนื้อหาของอีเมล์ที่ไม่แน่นอน โดยอาจจะมีหัวข้อของอีเมล์ เช่น sos!, japanese girl VS playboy, look my beautiful girl friend, eager to see you, spice girls' vocal concert หรือ japanese lass' sexy pictures เป็นต้น
โดยหากอีเมล์ที่มีหนอนร้ายนี้ถูกเปิดขึ้น หนอนร้ายตัวนี้ก็จะเรียกใช้ช่องโหว่ที่กล่าวถึง (หรือถ้าเครื่องของคุณไม่ได้ติดตั้ง patch ไว้ เพียงแค่ preview อีเมล์ หนอนร้ายก็ทำงานได้) หนอนร้ายจะทำสำเนาตัวมันเองโดยมีชื่อ WINKxxx.EXT (xxx คือตัวอักษรที่สุ่มมา) ไว้ในโฟลเดอร์ WINDOWS\SYSTEM และไฟล์นี้ถูกตั้งให้เริ่มทำงานทุกครั้งที่เปิดเครื่อง ตัวหนอนจะส่งเมล์ที่สุ่มข้อมูลของหัวข้อ เนื้อหา และ ไฟล์ที่แทรกไปยังรายชื่อที่อยู่ของอีเมล์ในเครื่องทั้งหมด นอกจากนี้ ตัวหนอนยังสามารถกระจายผ่านระบบเครือข่ายที่มีการแชร์ทรัพยากรในระบบเครือข่ายที่ใช้สิทธิของการอ่านและเขียน
สรุป ในโลกการสื่ อสารไร้สายปัจจุบันมีการพัฒนาที่หลากหลายขึ้นดังน้นตัวนำภัยอันตรายก็จึงมีมาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย อย่างเช่นพวกไวรัส หรือว่าหนอนอินเตอร์เน็ต
อ้างอิง www.myparty.yahoo.com
มาอีกแล้วกับหนอนอินเทอร์เน็ตที่ถูกพัฒนาต่อจาก W32/Klez.e@MM ในชื่อ W32/Klez.g@MM ซึ่งยังคงอาศัยช่องโหว่เดิมคือการที่ IE เรียกใช้งานไฟล์ซึ่งแนบมากับอีเมล์ ที่มีรูปแบบของหัวข้อ และเนื้อหาของอีเมล์ที่ไม่แน่นอน โดยอาจจะมีหัวข้อของอีเมล์ เช่น sos!, japanese girl VS playboy, look my beautiful girl friend, eager to see you, spice girls' vocal concert หรือ japanese lass' sexy pictures เป็นต้น
โดยหากอีเมล์ที่มีหนอนร้ายนี้ถูกเปิดขึ้น หนอนร้ายตัวนี้ก็จะเรียกใช้ช่องโหว่ที่กล่าวถึง (หรือถ้าเครื่องของคุณไม่ได้ติดตั้ง patch ไว้ เพียงแค่ preview อีเมล์ หนอนร้ายก็ทำงานได้) หนอนร้ายจะทำสำเนาตัวมันเองโดยมีชื่อ WINKxxx.EXT (xxx คือตัวอักษรที่สุ่มมา) ไว้ในโฟลเดอร์ WINDOWS\SYSTEM และไฟล์นี้ถูกตั้งให้เริ่มทำงานทุกครั้งที่เปิดเครื่อง ตัวหนอนจะส่งเมล์ที่สุ่มข้อมูลของหัวข้อ เนื้อหา และ ไฟล์ที่แทรกไปยังรายชื่อที่อยู่ของอีเมล์ในเครื่องทั้งหมด นอกจากนี้ ตัวหนอนยังสามารถกระจายผ่านระบบเครือข่ายที่มีการแชร์ทรัพยากรในระบบเครือข่ายที่ใช้สิทธิของการอ่านและเขียน
สรุป ในโลกการสื่ อสารไร้สายปัจจุบันมีการพัฒนาที่หลากหลายขึ้นดังน้นตัวนำภัยอันตรายก็จึงมีมาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย อย่างเช่นพวกไวรัส หรือว่าหนอนอินเตอร์เน็ต
อ้างอิง www.myparty.yahoo.com
บุคลากรคอมพิวเตอร์
บุคลากรคอมพิวเตอร์ หมายถึง บุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้อง
กับระบบงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทุก ๆ ด้าน
- นักวิเคราะห์ระบบงาน
ทำการศึกษาระบบงานเดิม ออกแบบระบบงานใหม่
- โปรแกรมเมอร์
นำระบบงานใหม่ที่นักวิเคราะห์ระบบออกแบบไว้มาสร้าง
เป็นโปรแกรม
- วิศวกรระบบ
ทำหน้าที่ออกแบบ สร้าง ซ่อมบำรุง และดูแลรักษาฮาร์ดแวร์
คอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานได้ตามต้องการ
- พนักงานปฏิบัติการ
ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือภารกิจประจำ
วัน ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
สรุป เนื่องจากงานต่างๆทุกงานที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะต้องกระทำโดยบุคลากรหรือผู้ใช้ ทั้งสิ้นดังนั้นบุคลากรจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของระบบสารสนเทศ
อ้างอิงhttp://phueng.site90.com
บุคลากรคอมพิวเตอร์ หมายถึง บุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้อง
กับระบบงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทุก ๆ ด้าน
- นักวิเคราะห์ระบบงาน
ทำการศึกษาระบบงานเดิม ออกแบบระบบงานใหม่
- โปรแกรมเมอร์
นำระบบงานใหม่ที่นักวิเคราะห์ระบบออกแบบไว้มาสร้าง
เป็นโปรแกรม
- วิศวกรระบบ
ทำหน้าที่ออกแบบ สร้าง ซ่อมบำรุง และดูแลรักษาฮาร์ดแวร์
คอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานได้ตามต้องการ
- พนักงานปฏิบัติการ
ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือภารกิจประจำ
วัน ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
สรุป เนื่องจากงานต่างๆทุกงานที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะต้องกระทำโดยบุคลากรหรือผู้ใช้ ทั้งสิ้นดังนั้นบุคลากรจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของระบบสารสนเทศ
อ้างอิงhttp://phueng.site90.com
snifferคือ
sniffer คืออุปกรณ์ที่ต่อเข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์และคอยดักฟังข้อมูลในเครือข่ายและโปรแกรม “sniffer” เป็นโปรแกรม ที่จะคอยดักฟังการสนทนากันของเครือข่าย แต่จะเห็นการสนทนากันนั้นจะเป็นข้อมูลไบนารี ดังนั้นโปรแกรมดังกล่าวต้องทำ การถอดรหัสของข้อมูลของคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้รู้ถึงการสนทนานั้นได้
มีการนำ sniffing program มาใช้เป็นเวลานานแล้ว และลักษณะการใช้จะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ sniffer เชิงพานิชย์ ซึ่งใช้ในการดูแลเครือข่ายและ sniffer ซ่อนเร้น ซึ่งใช้ในการโจมตีหรือบุกรุกคอมพิวเตอร์ โดยปกติการใช้งานโปรแกรมพวกนี้ ได้แก่
การดักจับรหัสผ่านและ user name จากเครือข่าย ซึ่ง hacker/cracker ใช้ในการเจาะเข้าสู่ระบบ
-ใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาเรื่องความผิดพลาดของเครือข่าย
-การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเครือข่าย
-ใช้ในระบบตรวจจับการบุกรุก
สรุป sniffer เป็นอุปกรณ์ดักฟังข้อมูลในเครื่อข่าย มันจะดักฟังการสนทนากันของเครื่อข่ายคล้ายๆกับการดักฟังโทรศัพท์แต่การดักฟังโทรศัพท์จะทำได้ทีละเครื่องส่วน sniffer ทำได้ทีเดียวทั้งnetworkเลย
อ้างอิง www.kingsolder.com
sniffer คืออุปกรณ์ที่ต่อเข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์และคอยดักฟังข้อมูลในเครือข่ายและโปรแกรม “sniffer” เป็นโปรแกรม ที่จะคอยดักฟังการสนทนากันของเครือข่าย แต่จะเห็นการสนทนากันนั้นจะเป็นข้อมูลไบนารี ดังนั้นโปรแกรมดังกล่าวต้องทำ การถอดรหัสของข้อมูลของคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้รู้ถึงการสนทนานั้นได้
มีการนำ sniffing program มาใช้เป็นเวลานานแล้ว และลักษณะการใช้จะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ sniffer เชิงพานิชย์ ซึ่งใช้ในการดูแลเครือข่ายและ sniffer ซ่อนเร้น ซึ่งใช้ในการโจมตีหรือบุกรุกคอมพิวเตอร์ โดยปกติการใช้งานโปรแกรมพวกนี้ ได้แก่
การดักจับรหัสผ่านและ user name จากเครือข่าย ซึ่ง hacker/cracker ใช้ในการเจาะเข้าสู่ระบบ
-ใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาเรื่องความผิดพลาดของเครือข่าย
-การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเครือข่าย
-ใช้ในระบบตรวจจับการบุกรุก
สรุป sniffer เป็นอุปกรณ์ดักฟังข้อมูลในเครื่อข่าย มันจะดักฟังการสนทนากันของเครื่อข่ายคล้ายๆกับการดักฟังโทรศัพท์แต่การดักฟังโทรศัพท์จะทำได้ทีละเครื่องส่วน sniffer ทำได้ทีเดียวทั้งnetworkเลย
อ้างอิง www.kingsolder.com
snifferคือ
sniffer คืออุปกรณ์ที่ต่อเข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์และคอยดักฟังข้อมูลในเครือข่ายและโปรแกรม “sniffer” เป็นโปรแกรม ที่จะคอยดักฟังการสนทนากันของเครือข่าย แต่จะเห็นการสนทนากันนั้นจะเป็นข้อมูลไบนารี ดังนั้นโปรแกรมดังกล่าวต้องทำ การถอดรหัสของข้อมูลของคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้รู้ถึงการสนทนานั้นได้
มีการนำ sniffing program มาใช้เป็นเวลานานแล้ว และลักษณะการใช้จะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ sniffer เชิงพานิชย์ ซึ่งใช้ในการดูแลเครือข่ายและ sniffer ซ่อนเร้น ซึ่งใช้ในการโจมตีหรือบุกรุกคอมพิวเตอร์ โดยปกติการใช้งานโปรแกรมพวกนี้ ได้แก่
การดักจับรหัสผ่านและ user name จากเครือข่าย ซึ่ง hacker/cracker ใช้ในการเจาะเข้าสู่ระบบ
-ใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาเรื่องความผิดพลาดของเครือข่าย
-การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเครือข่าย
-ใช้ในระบบตรวจจับการบุกรุก
สรุป sniffer เป็นอุปกรณ์ดักฟังข้อมูลในเครื่อข่าย มันจะดักฟังการสนทนากันของเครื่อข่ายคล้ายๆกับการดักฟังโทรศัพท์แต่การดักฟังโทรศัพท์จะทำได้ทีละเครื่องส่วน sniffer ทำได้ทีเดียวทั้งnetworkเลย
sniffer คืออุปกรณ์ที่ต่อเข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์และคอยดักฟังข้อมูลในเครือข่ายและโปรแกรม “sniffer” เป็นโปรแกรม ที่จะคอยดักฟังการสนทนากันของเครือข่าย แต่จะเห็นการสนทนากันนั้นจะเป็นข้อมูลไบนารี ดังนั้นโปรแกรมดังกล่าวต้องทำ การถอดรหัสของข้อมูลของคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้รู้ถึงการสนทนานั้นได้
มีการนำ sniffing program มาใช้เป็นเวลานานแล้ว และลักษณะการใช้จะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ sniffer เชิงพานิชย์ ซึ่งใช้ในการดูแลเครือข่ายและ sniffer ซ่อนเร้น ซึ่งใช้ในการโจมตีหรือบุกรุกคอมพิวเตอร์ โดยปกติการใช้งานโปรแกรมพวกนี้ ได้แก่
การดักจับรหัสผ่านและ user name จากเครือข่าย ซึ่ง hacker/cracker ใช้ในการเจาะเข้าสู่ระบบ
-ใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาเรื่องความผิดพลาดของเครือข่าย
-การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเครือข่าย
-ใช้ในระบบตรวจจับการบุกรุก
สรุป sniffer เป็นอุปกรณ์ดักฟังข้อมูลในเครื่อข่าย มันจะดักฟังการสนทนากันของเครื่อข่ายคล้ายๆกับการดักฟังโทรศัพท์แต่การดักฟังโทรศัพท์จะทำได้ทีละเครื่องส่วน sniffer ทำได้ทีเดียวทั้งnetworkเลย
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการMIS[management infomationsystem]
เป็นระบบสารสนเทสที่ใช้คอมพิวเตอรืทำงาน ผลิตรายงานสรุป ที่มีรูปแบบและมีโครงสร้างที่เป็นมาตราฐานใช้สนับสนุนผู้บริหารระดับกลาง มีความต่างกับระบบประมวลผลรายการคือ ระบบประมวลผลรายการเป็การสร้างฐานข้อมูล แต่ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการใช้ฐานข้อมูลสามารถดึงข้อมลจากฐานข้อมูลในฝ่ายต่างๆโดยใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลมาบูรณาการเข้าไว้ด้วย
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทำหน้าที่นำข้อมูลจากระบบประมวลผลมาสรุปให้เป็นรายงานสำหรับผู้บริหารระดับกลาง เช่นรายงานสรุปยออดขายรายสัปดาห์
อ้างอิง หนังสือคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่
เป็นระบบสารสนเทสที่ใช้คอมพิวเตอรืทำงาน ผลิตรายงานสรุป ที่มีรูปแบบและมีโครงสร้างที่เป็นมาตราฐานใช้สนับสนุนผู้บริหารระดับกลาง มีความต่างกับระบบประมวลผลรายการคือ ระบบประมวลผลรายการเป็การสร้างฐานข้อมูล แต่ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการใช้ฐานข้อมูลสามารถดึงข้อมลจากฐานข้อมูลในฝ่ายต่างๆโดยใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลมาบูรณาการเข้าไว้ด้วย
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทำหน้าที่นำข้อมูลจากระบบประมวลผลมาสรุปให้เป็นรายงานสำหรับผู้บริหารระดับกลาง เช่นรายงานสรุปยออดขายรายสัปดาห์
อ้างอิง หนังสือคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เทคโนโลยีช่วยการเดินทางในอนาคตกับ PND
โดย ภาสกร ประถมบุตร
หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งติดอันดับปัญหาการจราจรคับคั่งประเทศหนึ่ง ไม่แพ้ประเทศใดในโลก โดยเฉพาะอย่างในเมืองหลวง ที่เป็นจุดศูนย์รวมความเจริญแทบจะทุกแขนง ไม่ว่าจะใช้เส้นทางไหน เราก็จะเผชิญกับปัญหารถติด ทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น เวลาจะออกไปไหนทีก็ต้องพยายามหาเส้นทางที่เลี่ยงรถติด บางครั้งคิดแล้วว่าเส้นทางนี้รถน่าจะว่าง แต่คาดการณ์ผิดก็มีไม่น้อย ทำอย่างไรเราถึงจะทราบล่วงหน้าว่าเส้นทางที่เราจะไปมีอะไรอยู่ข้างหน้า จะมีเครื่องมือเครื่องใช้อะไรช่วยในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางสัญจรในท้องถนนบ้าง ซึ่งในยุคโลกาภิวัตน์นี้เราก็ต้องมองไปที่ไอทีตัวช่วยแสนรู้ ที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตการเดินทางให้ราบเรียบขึ้น เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือการเดินทาง จึงเป็นเสมือนผู้นำทางบนท้องถนนเพื่อให้เกิดความคล่องตัว ค้นหาเส้นทางไปยังจุดหมายได้อย่างปลอดภัย หรือช่วยบริการเส้นทางการเดินทาง การรายงานสถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง หากพบเห็นจุดไม่ปลอดภัยหรือเกิดความเสี่ยงด้วยความฉับไว สามารถคำนวณเส้นทางเมื่อมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางใกล้เคียงเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางของคุณ
ความคิดในการนำอุปกรณ์เพื่อช่วยในการนำทาง PND (Personal Navigation Device) จึงเป็นจุดเปลี่ยนทางด้านเทคโนโลยีอีกตัวหนึ่ง ซึ่งอีกไม่นานนี้ ในบ้านเราจะเห็นการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นลักษณะเติบโตอย่างป็นก้าวกระโดด เนื่องจากมีความขีดความสามารถซึ่งบ่งบอกถึงความแม่นยำทางด้านเทคโนโลยีในระบบเนวิเกเตอร์ที่ทันสมัย และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
PND อุปกรณ์ช่วยนำทาง
จากการคาดการณ์ของบริษัทอีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้นำส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์ช่วยนำทางหรือ PND ที่คาดการณ์ว่าจะขาย PNDได้ถึงแสนเครื่องหรือประมาณ 500 ล้านบาทในปี 2551 นี้ และในอีก 5-10 ปี PND จะเข้าไปอยู่ในรถถึง 50% ของจำนวนรถทั้งหมดในประเทศ นั่นแสดงให้เห็นว่าตลาด PND ในบ้านเราเติบโตอย่างรวดเร็วและยังมีอนาคตอีกไกล สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะราคาที่ถูกลง ความแม่นยำที่สูงขึ้นตามเทคโนโลยี กอรปกับมีการนำ GPS (Global Positioning System)ไปผนวกกับโทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่พจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ ก็ยังทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยนำทางและค้นหาจุดสนใจในแผนที่ได้ แล้วยังมีผลทำให้ช่องทางจำหน่ายมีเพิ่มมากขึ้น ตลาดจึงโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามที่เราเห็นนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ตลาด PND ในเมืองไทยจะก้าวกระโดดอย่างเร็วในไม่อีกไม่นาน จุดเปลี่ยนคือการนำข้อมูลจราจรและเหตุการณ์ Real-Time ส่งตรงไปยัง PND ทำให้ผู้ใช้ได้รับรายงานจราจรและเหตุการณ์สดๆ เพื่อช่วยคำนวณเส้นทางหลบหลีกการจราจรที่คับคลั่ง แทนที่จะดูแต่แผนที่ที่ติดมากับ PND อย่างเดียว นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถล่วงรู้จุดที่เกิดอุบัติเหตุ จุดที่ปิดถนน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเข้ามาใน PND ตลอดเวลา และสามารถเรียกดูได้ทันที ต่างจากการเปิดฟังรายงานจราจรทางสถานีวิทยุจราจรที่คุ้นเคยกัน เพราะบางครั้งเราต้องการข้อมูลเฉพาะเส้นทางที่เราจะไปในทันทีและต่อเนื่อง ซึ่งสถานีวิทยุจราจรคงจะให้บริการในภาพรวมมากกว่าที่จะเป็นความต้องการของแต่ละบุคคล
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าจุดเปลี่ยนของวงการ PND คือการรับข้อมูล Real-Time ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างในยุโรป อเมริกาเหนือ และญี่ปุ่นก็มีบริการแบบนี้มานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากโฆษณาอุปกรณ์ PND ที่ขายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งระบุจุดขายว่ามีรายงานสภาพจราจร Real-Time
ท่านผู้อ่านคงจะข้องใจว่าทำไมบริการดีๆ แบบนี้ไม่มีในเมืองไทย โดยเฉพาะมหานครอย่างกรุงเทพฯที่มีปัญหารถติดไม่แพ้ชาติใดในโลก จริงๆ แล้วหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานก็มีการเก็บข้อมูลจราจร Real-Time ไม่ว่าจะเป็น กทม.ที่มีป้ายจราจรอัจฉริยะทั่วกรุงเทพฯ การทางพิเศษฯ ที่มี IMAP แสดงสภาพจราจรบนทางด่วนผ่านแผนที่บนเว็บสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่มีข้อมูลจราจรรอบวงแหวนรัชดาแสดงอยู่ในเว็บ ตำรวจที่มีข้อมูลจราจรจาก CCTV ตามแยกต่างๆ และข้อมูลจากสถานีวิทยุข่าวสารจราจรอีกหลายแห่งก็มีข้อมูลจราจร หากแต่ว่ายังไม่มีหน่วยงานใดที่จะกระจายข้อมูลเข้าไปใน PND โดยตรง เพราะไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านี้ อย่างไรก็ตามขณะนี้สมาคมระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะไทยได้ริเริ่มนำร่องโครงการ Traffic Information Center หรือ TIC โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ข้างต้นเพื่อจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจราจร Real-Time แล้วส่งให้ผู้ให้บริการเพื่อกระจายข้อมูลเข้าไปยัง PND โทรศัพท์มือถือและเว็บทางอินเทอร์เน็ต โครงการนำร่อง TIC นี้จะนำเสนอเป็น show case ในงาน ITS AP 2009 ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552 (http://ITS-AP2009.in.th) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ผมจะขอเล่าถึงเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มใช้ในขั้นตอนการเผยแพร่ข้อมูลจราจร Real-Time ของ TIC ผ่านคลื่นวิทยุไปยัง PND ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากมีการรวบรวมข้อมูลจากตำแหน่งต่างๆ ข้างต้น นำมาประมวลผลแล้วจัดรูปแบบให้เหมาะสมต่อการเผยแพร่
รูปการกระจายข้อมูลไปยัง PND ที่มาภาพ www.navigadget.com
วิธีที่การกระจายข้อมูลจราจร Real-Time ที่เป็นสากลมีอยู่อย่างน้อยสามวิธีได้แก่ TMC, VICS และ TPEG
TMC
สำหรับ TMC หรือ (Traffic Message Channel) นั้นเป็นมาตรฐานที่ใช้ในยุโรป แต่ปัจจุบันก็มีใช้ในอเมริกาเหนือ ออสเตรเลียและในประเทศจีน สาเหตุที่ประเทศจีนใช้ TMC ก็เนื่องมาจากการเป็นเจ้าภาพกี่ฬาโอลิมปิคทึ่มหานครปักกิ่ง เพื่อแก้ปัญหาจราจร จีนต้องการเทคโนโลยีที่พร้อมใช้ได้ทันงานโอลิมปิคจึงเลือกใช้ TMC ซึ่งก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้แพร่หลายและเป็นมาตรฐานสากล ISO 14819 สามารถหาอุปกรณ์ทั้งตัวรับตัวส่งได้ง่าย มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ TMC นั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้ให้ข้อมูลจราจร Real-time และสภาพอากาศโดยการกระจายข้อมูลผ่าน RDS (Radio Data System) เข้าไปยังอุปกรณ์ในยานพาหนะเพื่อช่วยค้นหาเส้นทางที่สภาพจราจรคล่องตัว นอกจากนี้ยังมีข้อความที่แจ้งเตือนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ บริเวณที่เราอยู่เช่น อุบัติเหตุ ถนนที่ปิดซ่อมบำรุง เป็นต้น
VICS
VICS (Vehicle Information and Communication System) เป็นระบบรายงานข้อมูลแก่ผู้เดินทางทางถนนของประเทศญี่ปุ่น VICS เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนปัจจุบันมีผู้ใช้กว่า 17 ล้านคน VICS มีหลักการคล้ายๆ กันกับ TMC คือมีหน่วยงานที่รับข้อมูล ประมวลผล และกระจายข้อมูลเข้ามาในยานพาหนะ แต่เทคโนโลยีของญี่ปุ่นมีลูกเล่นแพรวพราวกว่า TMC มากเพราะใช้อัตราการส่งหรือ Bit rate ที่สูงกว่า แต่ VICS ก็มีใช้ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น จนกระทั่งมหกรรมโอลิมปิคที่ปักกิ่งที่ผ่านมา VICS ได้เริ่มนำมาใช้ในประเทศจีนเพราะมีลูกค้าระดับบนที่ต้องการความหรูหราและฟังก์ชันที่เหนือกว่า TMC โดยที่ส่วนใหญ่อุปกรณ์แสดงผล VICS จะติดมากับรถหรูของญี่ปุ่นที่นำเข้ามาอยู่แล้ว ทำให้ประเทศจีนเป็นชาติแรกที่ใช้ทั้งสองระบบคือ TMC และ VICS ร่วมกัน
TPEG
สำหรับ TPEG (Traffic Protocol Expert's Group) เป็นมาตรฐานใหม่ของ ISO (ISO 14819 และ ISO 24530) ที่คิดขึ้นมาในปีค.ศ. 1997 โดย EBU (European Broadcasting Union) เพื่อเอาชนะข้อจำกัดของ TMC และรองรับการใช้งานในอนาคต แต่ปัจจุบันยังไม่มีการใช้งานจริง ข้อจำกัดของ TMC คือการออกแบบเพื่อใช้กับ RDS (Radio Data System) อย่างเดียว ทำให้ทีมีแบรน์วิธที่จำกัด ข้อมูลที่ส่งต้องใช้วิธีเข้ารหัสโดยกำหนดความหมายไว้ล่วงหน้าตายตัวอีกทั้งมีขนาดและจำนวนที่จำกัด เช่นประเภทของเหตุการณ์มีได้เพียง 2,048 ประเภท ตำแหน่งต่างๆ บนแผนที่ก็ต้องทำการกำหนดรหัสไว้ใน Location Table ล่วงหน้า ไม่คล่องตัวที่จะเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ แต่แนวคิดของ TPEG ต้องการส่งข้อความที่มนุษย์เข้าใจได้ และไม่ได้สร้างมาเพื่อ RDS อย่างเดียว จึงส่งข้อความเป็น Byte-oriented stream ใช้ได้ทั้ง RDS และสื่อรูปแบบอื่นอย่าง DVB DARC 3G หรือ WiMAX ในอนาคตได้ โครงสร้างของ TPEG ตาม OSI Layer แสดงในรูปที่ 9 ซึ่งจะเห็นได้ใน Data Link Layer ว่า TPEG ใช้ได้กับสื่อหลายประเภท
บทสรุป
จุดเปลี่ยนของ PND คือความสามารถในการรับข้อมูลจราจรและเหตุการณ์แบบ Real-Time เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เดินทาง เสริมจากการฟังรายงานผ่านวิทยุจราจรที่มีอยู่ จุดเด่นของการรายงานจราจรและเหตุการณ์ผ่าน PND คือการเรียกดูได้ทันทีที่ต้องการ และสามารถค้นหาเส้นทางใหม่ได้อัตโนมัติหากมีเหตุการณ์หรือการจราจรติดขัดบนเส้นทางเดิม ตัว PND เองคงจะติดตลาดได้ไม่ยาก สิ่งที่ยากคือทำอย่างไรที่จะให้มีข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ป้อนให้
PND ตลอดเวลา งานนี้ต้องการความร่วมมือกันหลายหน่วยงานรวมทั้งนักวิจัยเพื่อประมวลผลข้อมุลที่ได้รับ จัดรูปแบบให้เหมาะสมก่อนจะส่งต่อให้ provider นำไปกระจายให้ผู้ใช้ แนวคิดนี้ได้เริ่มนำร่องโดยสมาคมระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะไทยที่รวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ร่วมนำร่อง TIC ในกทม. เพื่อให้ TMC VICS และ TPEG Providers มีข้อมูลไปกระจายให้ผู้ใช้ โครงการนี้จะเห็นผลในเดือนกรกฎาคม 2552 และจะขยายผลเป็นหน่วยงาน TIC ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบมูลนิธิคล้ายกับ VICS Center ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางเดินทาง
บทสรุป
จุดเปลี่ยนของ PND ในบ้านเราคือความสามารถในการรับข้อมูลจราจรและเหตุการณ์แบบ Real-Time เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เดินทาง เสริมจากการฟังรายงานผ่านวิทยุจราจรที่มีอยู่ จุดเด่นของการรายงานจราจรและเหตุการณ์ผ่าน PND คือการเรียกดูได้ทันทีที่ต้องการ และสามารถค้นหาเส้นทางใหม่ได้อัตโนมัติหากมีเหตุการณ์หรือการจราจรติดขัดบนเส้นทางเดิม ตัว PND เองคงจะติดตลาดได้ไม่ยาก สิ่งที่ยากคือทำอย่างไรที่จะให้มีข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ป้อนให้ PND ตลอดเวลา งานนี้ต้องการความร่วมมือกันหลายหน่วยงานรวมทั้งนักวิจัยเพื่อประมวลผลข้อมุลที่ได้รับ จัดรูปแบบให้เหมาะสมก่อนจะส่งต่อให้ provider นำไปกระจายให้ผู้ใช้ แนวคิดนี้ได้เริ่มนำร่องโดยสมาคมระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะไทยที่รวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ร่วมนำร่อง TIC ในกทม. เพื่อให้ TMC VICS และ TPEG Providers มีข้อมูลไปกระจายให้ผู้ใช้ โครงการนี้จะเห็นผลในเดือนกรกฎาคม 2552 และจะขยายผลเป็นหน่วยงาน TIC ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบมูลนิธิคล้ายกับ VICS Center ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางให้ข้อมูลแก่ผู้เดินทางไม่เฉพาะแค่กรุงเทพฯ แต่ทุกถนนทั่วไทย
อ้างอิง
วารสารเนคเทค ปีที่ 15 ฉบับที่ 80 เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
โดย ภาสกร ประถมบุตร
หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งติดอันดับปัญหาการจราจรคับคั่งประเทศหนึ่ง ไม่แพ้ประเทศใดในโลก โดยเฉพาะอย่างในเมืองหลวง ที่เป็นจุดศูนย์รวมความเจริญแทบจะทุกแขนง ไม่ว่าจะใช้เส้นทางไหน เราก็จะเผชิญกับปัญหารถติด ทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น เวลาจะออกไปไหนทีก็ต้องพยายามหาเส้นทางที่เลี่ยงรถติด บางครั้งคิดแล้วว่าเส้นทางนี้รถน่าจะว่าง แต่คาดการณ์ผิดก็มีไม่น้อย ทำอย่างไรเราถึงจะทราบล่วงหน้าว่าเส้นทางที่เราจะไปมีอะไรอยู่ข้างหน้า จะมีเครื่องมือเครื่องใช้อะไรช่วยในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางสัญจรในท้องถนนบ้าง ซึ่งในยุคโลกาภิวัตน์นี้เราก็ต้องมองไปที่ไอทีตัวช่วยแสนรู้ ที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตการเดินทางให้ราบเรียบขึ้น เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือการเดินทาง จึงเป็นเสมือนผู้นำทางบนท้องถนนเพื่อให้เกิดความคล่องตัว ค้นหาเส้นทางไปยังจุดหมายได้อย่างปลอดภัย หรือช่วยบริการเส้นทางการเดินทาง การรายงานสถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง หากพบเห็นจุดไม่ปลอดภัยหรือเกิดความเสี่ยงด้วยความฉับไว สามารถคำนวณเส้นทางเมื่อมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางใกล้เคียงเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางของคุณ
ความคิดในการนำอุปกรณ์เพื่อช่วยในการนำทาง PND (Personal Navigation Device) จึงเป็นจุดเปลี่ยนทางด้านเทคโนโลยีอีกตัวหนึ่ง ซึ่งอีกไม่นานนี้ ในบ้านเราจะเห็นการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นลักษณะเติบโตอย่างป็นก้าวกระโดด เนื่องจากมีความขีดความสามารถซึ่งบ่งบอกถึงความแม่นยำทางด้านเทคโนโลยีในระบบเนวิเกเตอร์ที่ทันสมัย และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
PND อุปกรณ์ช่วยนำทาง
จากการคาดการณ์ของบริษัทอีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้นำส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์ช่วยนำทางหรือ PND ที่คาดการณ์ว่าจะขาย PNDได้ถึงแสนเครื่องหรือประมาณ 500 ล้านบาทในปี 2551 นี้ และในอีก 5-10 ปี PND จะเข้าไปอยู่ในรถถึง 50% ของจำนวนรถทั้งหมดในประเทศ นั่นแสดงให้เห็นว่าตลาด PND ในบ้านเราเติบโตอย่างรวดเร็วและยังมีอนาคตอีกไกล สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะราคาที่ถูกลง ความแม่นยำที่สูงขึ้นตามเทคโนโลยี กอรปกับมีการนำ GPS (Global Positioning System)ไปผนวกกับโทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่พจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ ก็ยังทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยนำทางและค้นหาจุดสนใจในแผนที่ได้ แล้วยังมีผลทำให้ช่องทางจำหน่ายมีเพิ่มมากขึ้น ตลาดจึงโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามที่เราเห็นนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ตลาด PND ในเมืองไทยจะก้าวกระโดดอย่างเร็วในไม่อีกไม่นาน จุดเปลี่ยนคือการนำข้อมูลจราจรและเหตุการณ์ Real-Time ส่งตรงไปยัง PND ทำให้ผู้ใช้ได้รับรายงานจราจรและเหตุการณ์สดๆ เพื่อช่วยคำนวณเส้นทางหลบหลีกการจราจรที่คับคลั่ง แทนที่จะดูแต่แผนที่ที่ติดมากับ PND อย่างเดียว นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถล่วงรู้จุดที่เกิดอุบัติเหตุ จุดที่ปิดถนน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเข้ามาใน PND ตลอดเวลา และสามารถเรียกดูได้ทันที ต่างจากการเปิดฟังรายงานจราจรทางสถานีวิทยุจราจรที่คุ้นเคยกัน เพราะบางครั้งเราต้องการข้อมูลเฉพาะเส้นทางที่เราจะไปในทันทีและต่อเนื่อง ซึ่งสถานีวิทยุจราจรคงจะให้บริการในภาพรวมมากกว่าที่จะเป็นความต้องการของแต่ละบุคคล
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าจุดเปลี่ยนของวงการ PND คือการรับข้อมูล Real-Time ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างในยุโรป อเมริกาเหนือ และญี่ปุ่นก็มีบริการแบบนี้มานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากโฆษณาอุปกรณ์ PND ที่ขายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งระบุจุดขายว่ามีรายงานสภาพจราจร Real-Time
ท่านผู้อ่านคงจะข้องใจว่าทำไมบริการดีๆ แบบนี้ไม่มีในเมืองไทย โดยเฉพาะมหานครอย่างกรุงเทพฯที่มีปัญหารถติดไม่แพ้ชาติใดในโลก จริงๆ แล้วหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานก็มีการเก็บข้อมูลจราจร Real-Time ไม่ว่าจะเป็น กทม.ที่มีป้ายจราจรอัจฉริยะทั่วกรุงเทพฯ การทางพิเศษฯ ที่มี IMAP แสดงสภาพจราจรบนทางด่วนผ่านแผนที่บนเว็บสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่มีข้อมูลจราจรรอบวงแหวนรัชดาแสดงอยู่ในเว็บ ตำรวจที่มีข้อมูลจราจรจาก CCTV ตามแยกต่างๆ และข้อมูลจากสถานีวิทยุข่าวสารจราจรอีกหลายแห่งก็มีข้อมูลจราจร หากแต่ว่ายังไม่มีหน่วยงานใดที่จะกระจายข้อมูลเข้าไปใน PND โดยตรง เพราะไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านี้ อย่างไรก็ตามขณะนี้สมาคมระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะไทยได้ริเริ่มนำร่องโครงการ Traffic Information Center หรือ TIC โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ข้างต้นเพื่อจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจราจร Real-Time แล้วส่งให้ผู้ให้บริการเพื่อกระจายข้อมูลเข้าไปยัง PND โทรศัพท์มือถือและเว็บทางอินเทอร์เน็ต โครงการนำร่อง TIC นี้จะนำเสนอเป็น show case ในงาน ITS AP 2009 ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552 (http://ITS-AP2009.in.th) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ผมจะขอเล่าถึงเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มใช้ในขั้นตอนการเผยแพร่ข้อมูลจราจร Real-Time ของ TIC ผ่านคลื่นวิทยุไปยัง PND ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากมีการรวบรวมข้อมูลจากตำแหน่งต่างๆ ข้างต้น นำมาประมวลผลแล้วจัดรูปแบบให้เหมาะสมต่อการเผยแพร่
รูปการกระจายข้อมูลไปยัง PND ที่มาภาพ www.navigadget.com
วิธีที่การกระจายข้อมูลจราจร Real-Time ที่เป็นสากลมีอยู่อย่างน้อยสามวิธีได้แก่ TMC, VICS และ TPEG
TMC
สำหรับ TMC หรือ (Traffic Message Channel) นั้นเป็นมาตรฐานที่ใช้ในยุโรป แต่ปัจจุบันก็มีใช้ในอเมริกาเหนือ ออสเตรเลียและในประเทศจีน สาเหตุที่ประเทศจีนใช้ TMC ก็เนื่องมาจากการเป็นเจ้าภาพกี่ฬาโอลิมปิคทึ่มหานครปักกิ่ง เพื่อแก้ปัญหาจราจร จีนต้องการเทคโนโลยีที่พร้อมใช้ได้ทันงานโอลิมปิคจึงเลือกใช้ TMC ซึ่งก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้แพร่หลายและเป็นมาตรฐานสากล ISO 14819 สามารถหาอุปกรณ์ทั้งตัวรับตัวส่งได้ง่าย มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ TMC นั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้ให้ข้อมูลจราจร Real-time และสภาพอากาศโดยการกระจายข้อมูลผ่าน RDS (Radio Data System) เข้าไปยังอุปกรณ์ในยานพาหนะเพื่อช่วยค้นหาเส้นทางที่สภาพจราจรคล่องตัว นอกจากนี้ยังมีข้อความที่แจ้งเตือนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ บริเวณที่เราอยู่เช่น อุบัติเหตุ ถนนที่ปิดซ่อมบำรุง เป็นต้น
VICS
VICS (Vehicle Information and Communication System) เป็นระบบรายงานข้อมูลแก่ผู้เดินทางทางถนนของประเทศญี่ปุ่น VICS เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนปัจจุบันมีผู้ใช้กว่า 17 ล้านคน VICS มีหลักการคล้ายๆ กันกับ TMC คือมีหน่วยงานที่รับข้อมูล ประมวลผล และกระจายข้อมูลเข้ามาในยานพาหนะ แต่เทคโนโลยีของญี่ปุ่นมีลูกเล่นแพรวพราวกว่า TMC มากเพราะใช้อัตราการส่งหรือ Bit rate ที่สูงกว่า แต่ VICS ก็มีใช้ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น จนกระทั่งมหกรรมโอลิมปิคที่ปักกิ่งที่ผ่านมา VICS ได้เริ่มนำมาใช้ในประเทศจีนเพราะมีลูกค้าระดับบนที่ต้องการความหรูหราและฟังก์ชันที่เหนือกว่า TMC โดยที่ส่วนใหญ่อุปกรณ์แสดงผล VICS จะติดมากับรถหรูของญี่ปุ่นที่นำเข้ามาอยู่แล้ว ทำให้ประเทศจีนเป็นชาติแรกที่ใช้ทั้งสองระบบคือ TMC และ VICS ร่วมกัน
TPEG
สำหรับ TPEG (Traffic Protocol Expert's Group) เป็นมาตรฐานใหม่ของ ISO (ISO 14819 และ ISO 24530) ที่คิดขึ้นมาในปีค.ศ. 1997 โดย EBU (European Broadcasting Union) เพื่อเอาชนะข้อจำกัดของ TMC และรองรับการใช้งานในอนาคต แต่ปัจจุบันยังไม่มีการใช้งานจริง ข้อจำกัดของ TMC คือการออกแบบเพื่อใช้กับ RDS (Radio Data System) อย่างเดียว ทำให้ทีมีแบรน์วิธที่จำกัด ข้อมูลที่ส่งต้องใช้วิธีเข้ารหัสโดยกำหนดความหมายไว้ล่วงหน้าตายตัวอีกทั้งมีขนาดและจำนวนที่จำกัด เช่นประเภทของเหตุการณ์มีได้เพียง 2,048 ประเภท ตำแหน่งต่างๆ บนแผนที่ก็ต้องทำการกำหนดรหัสไว้ใน Location Table ล่วงหน้า ไม่คล่องตัวที่จะเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ แต่แนวคิดของ TPEG ต้องการส่งข้อความที่มนุษย์เข้าใจได้ และไม่ได้สร้างมาเพื่อ RDS อย่างเดียว จึงส่งข้อความเป็น Byte-oriented stream ใช้ได้ทั้ง RDS และสื่อรูปแบบอื่นอย่าง DVB DARC 3G หรือ WiMAX ในอนาคตได้ โครงสร้างของ TPEG ตาม OSI Layer แสดงในรูปที่ 9 ซึ่งจะเห็นได้ใน Data Link Layer ว่า TPEG ใช้ได้กับสื่อหลายประเภท
บทสรุป
จุดเปลี่ยนของ PND คือความสามารถในการรับข้อมูลจราจรและเหตุการณ์แบบ Real-Time เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เดินทาง เสริมจากการฟังรายงานผ่านวิทยุจราจรที่มีอยู่ จุดเด่นของการรายงานจราจรและเหตุการณ์ผ่าน PND คือการเรียกดูได้ทันทีที่ต้องการ และสามารถค้นหาเส้นทางใหม่ได้อัตโนมัติหากมีเหตุการณ์หรือการจราจรติดขัดบนเส้นทางเดิม ตัว PND เองคงจะติดตลาดได้ไม่ยาก สิ่งที่ยากคือทำอย่างไรที่จะให้มีข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ป้อนให้
PND ตลอดเวลา งานนี้ต้องการความร่วมมือกันหลายหน่วยงานรวมทั้งนักวิจัยเพื่อประมวลผลข้อมุลที่ได้รับ จัดรูปแบบให้เหมาะสมก่อนจะส่งต่อให้ provider นำไปกระจายให้ผู้ใช้ แนวคิดนี้ได้เริ่มนำร่องโดยสมาคมระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะไทยที่รวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ร่วมนำร่อง TIC ในกทม. เพื่อให้ TMC VICS และ TPEG Providers มีข้อมูลไปกระจายให้ผู้ใช้ โครงการนี้จะเห็นผลในเดือนกรกฎาคม 2552 และจะขยายผลเป็นหน่วยงาน TIC ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบมูลนิธิคล้ายกับ VICS Center ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางเดินทาง
บทสรุป
จุดเปลี่ยนของ PND ในบ้านเราคือความสามารถในการรับข้อมูลจราจรและเหตุการณ์แบบ Real-Time เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เดินทาง เสริมจากการฟังรายงานผ่านวิทยุจราจรที่มีอยู่ จุดเด่นของการรายงานจราจรและเหตุการณ์ผ่าน PND คือการเรียกดูได้ทันทีที่ต้องการ และสามารถค้นหาเส้นทางใหม่ได้อัตโนมัติหากมีเหตุการณ์หรือการจราจรติดขัดบนเส้นทางเดิม ตัว PND เองคงจะติดตลาดได้ไม่ยาก สิ่งที่ยากคือทำอย่างไรที่จะให้มีข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ป้อนให้ PND ตลอดเวลา งานนี้ต้องการความร่วมมือกันหลายหน่วยงานรวมทั้งนักวิจัยเพื่อประมวลผลข้อมุลที่ได้รับ จัดรูปแบบให้เหมาะสมก่อนจะส่งต่อให้ provider นำไปกระจายให้ผู้ใช้ แนวคิดนี้ได้เริ่มนำร่องโดยสมาคมระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะไทยที่รวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ร่วมนำร่อง TIC ในกทม. เพื่อให้ TMC VICS และ TPEG Providers มีข้อมูลไปกระจายให้ผู้ใช้ โครงการนี้จะเห็นผลในเดือนกรกฎาคม 2552 และจะขยายผลเป็นหน่วยงาน TIC ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบมูลนิธิคล้ายกับ VICS Center ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางให้ข้อมูลแก่ผู้เดินทางไม่เฉพาะแค่กรุงเทพฯ แต่ทุกถนนทั่วไทย
อ้างอิง
วารสารเนคเทค ปีที่ 15 ฉบับที่ 80 เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
